บทที่ 15 สามศิษย์เอกที่เก่งที่สุดของสำนักมังกรเทพ
ฉางซีมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังกว่าเดิม
“ข้าถามเจ้าจริง ๆ นะ”
เยี่ยเสวียนเงยหน้ามองนาง สายตานั้นบ่งบอกชัดเจนว่า ถามมาเถิด
“เจ้า…” ฉางซีเว้นจังหวะเล็กน้อย “กลัวพวกมนุษย์พวกนี้จริง ๆ หรือว่าแกล้งอำข้าเล่นกันแน่”
เยี่ยเสวียนถอนหายใจ
“ข้าจะแกล้งอำเจ้าด้วยเหตุใด”
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบซื่อตรง
“ที่นี่ข้ารู้สึกว่าตัวข้าเป็นผู้บุกรุก มีสายตาจับจ้องข้ามากมายเกินไป ปกติข้าอยู่แต่กับสัตว์พิษ และดอกไม้พิษที่หุบเขาอเวจี พวกมันไม่เคยเข้ามาทำร้ายข้า เว้นเสียแต่ว่าข้าจะไปบุกรุกถิ่นของพวกมัน แต่ข้าก็ไม่เคยทำเช่นนั้น”
เขาหยุดลงชั่วครู่ ราวกับกำลังนึกย้อน “ทำก็เพียงครั้งเดียว… ครั้งที่พาเจ้าหนีออกมา” คำพูดนั้นแผ่วเบา แต่กลับหนักแน่น
ฉางซีพยักหน้าอย่างเข้าใจ มองเขาด้วยสายตาอ่อนลงกว่าเดิม …เด็กหนอเด็ก
เด็กที่เติบโตในหุบเขาอเวจี เด็กที่ไม่รู้จักโลกมนุษย์ และไม่เคยเรียนรู้ถึงความโหดร้ายของผู้คน ทว่ายังคงมีหัวใจที่ซื่อตรงและอ่อนโยนเกินกว่าที่นางคาดคิด …ว่าแต่ว่าเขาเป็นมารจริงหรือไม่นะ เหตุใดถึงได้ดูบริสุทธิ์ถึงเพียงนี้
“นอนเถิด” ฉางซีกล่าวเสียงแผ่ว “พรุ่งนี้เราจะเดินทางไปสำนักเซียนกลีบบุปผาสวรรค์กัน”
นางกล่าวจบก็เอื้อมมือไปดับตะเกียง แสงไฟสุดท้ายเลือนหาย ห้องทั้งห้องจมอยู่ในความมืดสนิท ฉางซีล้มตัวลงนอนอย่างเหนื่อยล้า
เยี่ยเสวียนยังคงมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ในความมืด เขามองเห็นเพียงเงาร่างเลือนรางบนเตียง ความคิดมากมายวนเวียนอยู่ในหัว เรื่องสำนักเซียน เรื่องของวิเศษ และคำว่า ความสุข ที่นางพูดถึง
ท้ายที่สุด เขาก็ล้มตัวลงนอนเช่นกัน
สำนักเซียนกลีบบุปผาสวรรค์ ตั้งตระหง่านอยู่บนไหล่เขาสูง เหนือทะเลหมอกที่ลอยเอื่อยราวกับผืนผ้าไหมขาว เส้นทางขึ้นสำนักมีเพียงทางเดียว เป็นบันไดหินทอดยาวสูงชัน คดเคี้ยวเลาะหน้าผา ขั้นบันไดเก่าแก่ถูกขัดเกลาจนเรียบลื่นด้วยกาลเวลา บางขั้นมีมอสส์เขียวจับแน่น แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ที่ดำรงอยู่มานานนับร้อยนับพันปี
สองข้างทางมีต้นสนโบราณแผ่กิ่งก้านสูงชะลูด ใบสนไหวตามแรงลมภูเขา เสียงลมพัดผ่านประหนึ่งเสียงกระบี่ครูดผ่านอากาศ ทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกถึงแรงกดดันที่มองไม่เห็น ราวกับทุกก้าวที่เหยียบย่าง กำลังถูกจับตามองจากสายตาที่ไม่อาจมองเห็น
เบื้องบนสุดของบันได คือประตูสำนักขนาดใหญ่ ตั้งตระหง่านดั่งกำแพงสวรรค์ ประตูไม้สลักลวดลายกลีบบุปผาแซมด้วยอักขระโบราณ จาง ๆ มีแสงพลังวิญญาณไหลเวียนเคลือบอยู่โดยรอบ ให้ความรู้สึกขรึมขลังและศักดิ์สิทธิ์
หน้าประตูนั้น มีศิษย์สำนักสองคนยืนเฝ้าอยู่
ทั้งสองสวมชุดศิษย์สีขาวขลิบเขียว แขนเสื้อยาวพลิ้วตามสายลม หลังตรง สายตาเฉียบคม ดาบยาวสะพายอยู่ด้านหลัง พลังปราณภายในกายหมุนเวียนอย่างเป็นระเบียบ เพียงยืนเฉย ๆ ก็แผ่แรงกดดันออกมาโดยไม่ต้องเอ่ยวาจา
บันไดสูงชันทอดขึ้นไปเบื้องหลังพวกเขา ราวกับเป็นบททดสอบด่านแรก ผู้ใดไร้ความตั้งใจหรือจิตใจไม่มั่นคง ย่อมไม่อาจก้าวขึ้นมาถึงจุดนี้ได้
และ ณ เบื้องล่างของบันไดหินนั้น เส้นทางของผู้มาเยือน… เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น
ฉางซีและเยี่ยเสวียนเดินทางมาถึงสำนักเซียนกลีบบุปผาสวรรค์ ก็พบว่าตนเองโชคดีไม่น้อย บังเอิญมาถึงในวันที่ทางสำนักเปิดรับผู้คนจากทั่วสารทิศ เพื่อคัดเลือกเป็น ศิษย์สายนอก ทำหน้าที่เฝ้าถ้ำศักดิ์สิทธิ์
ถ้ำแห่งนั้นไม่ใช่สถานที่ธรรมดา หากแต่เป็นแหล่งเก็บรักษาของวิเศษ ซึ่งก็คือ กระจกสวรรค์ อาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่เลื่องชื่อไปทั่วใต้หล้า
ตลอดเส้นทางขึ้นสำนักแน่นขนัดไปด้วยผู้คน เสียงพูดคุยจอแจดังระงม ผู้ฝึกยุทธ์จากสำนักต่าง ๆ เบียดเสียดกันอยู่หน้าประตูหินสูงตระหง่าน ฉางซีและเยี่ยเสวียนก็เป็นเพียงหนึ่งในฝูงชนเหล่านั้น
“นั่น ๆ ดูสิ ศิษย์จากสำนักมังกรเทพ” เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้น เป็นบุรุษสองคนที่ยืนกระซิบสนทนากัน พร้อมชี้ไปยังกลุ่มคนสวมชุดสีดำสนิทสามคนที่กำลังกอดอกเดินเข้ามาอย่างองอาจ
“ทั้งฉู่เหวินเฉา จื่อเฉิน และเฟิ่งเหิง… สามศิษย์เอกที่เก่งที่สุดของสำนักมังกรเทพ”
“สำนักมังกรเทพอย่างนั้นหรือ?” อีกคนอุทานเบา ๆ “นั่นมันสำนักเซียนอันดับหนึ่งในใต้หล้าไม่ใช่หรือ”
ฉางซีหันไปมองตามเสียงพูดนั้นโดยไม่รู้ตัว
